ผู้เขียน หัวข้อ: ความปลอดภัยกระแสไฟฟ้า  (อ่าน 2 ครั้ง)

pramotepra222

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 6501
    • ดูรายละเอียด
ความปลอดภัยกระแสไฟฟ้า
« เมื่อ: มิถุนายน 13, 2018, 09:14:01 PM »
การทำงานหรือปฏิบัติงานกับกระแสไฟฟ้าถือเป็นงานที่มีอันตรายสูง เนื่องด้วยไม่เห็นว่ามีไฟฟ้าหรือเปล่า รวมทั้งการปฏิบัติงานที่อาจผิดพลาด ไม่ถูกขั้นตอน รวมทั้งยังอาจมีผู้ร่วมปฏิบัติงานด้วยจำนวนหลายชิ้น ซึ่งการบกพร่องของคนหนึ่งอาจทำให้อีกคนหนึ่งมีอันตรายที่รุนแรงได้ แล้วก็ยังไม่มีมาตรฐานที่เกี่ยวเนื่องกับความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติการให้ใช้งาน เดี๋ยวนี้มีร่างกฎกระทรวงระบุมาตรฐานสำหรับการบริหาร จัดแจง แล้วก็ดำเนินงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย แล้วก็สิ่งแวดล้อมสำหรับในการดำเนินการเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้า ซึ่งจะประกาศใช้ในเร็วๆนี้ ในร่างกฎกระทรวงฯ ได้อ้างอิงถึงมาตรฐานของสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งเมืองไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ที่เกี่ยวโยงกับการปฏิบัติงานกับกระแสไฟฟ้าไว้หลายส่วนด้วยกัน ด้วยเหตุดังกล่าว วสทก็เลยได้ทำเป็นมาตรฐานฯขึ้นใช้ชื่อว่า มาตรฐานความปลอดภัยทางไฟฟ้าในที่ทำงาน และเมื่อกฎกระทรวงฯ มีผลบังคับใช้ก็จะมีมาตรฐานฯ ของ วสท. รองรับให้สถานประกอบการและผู้ที่เกี่ยวข้องใช้อ้างอิง ปัจจุบันมาตรฐานความปลอดภัยฯ ผ่านกระบวนการทำประชาพิจารณ์เพื่อขอความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว อยู่ระหว่างการสำรวจคราวสุดท้ายและก็พิมพ์เป็นรูปเล่ม
 เหตุเพราะมาตรฐานฯ เป็นการเขียนในลักษณะของข้อกำหนด ก็เลยอาจต้องแปลความและทำความเข้าใจ รวมทั้งบางทีอาจมีความขัดแย้งได้ แม้กระนั้นโดยหลักการของการใช้มาตรฐานฯ ทุกหัวข้อนั้น ผู้ใช้มาตรฐานฯ ควรเป็นบุคคลที่ผ่านการฝึกอบรมและก็/หรือมีความรู้ความเข้าใจในมาตรฐานฯ อย่างดีเยี่ยมแล้วเท่านั้น และกรณียังไม่มั่นใจจะต้องปรึกษาผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อขอความคิดเห็น ผู้เขียนในฐานะประธานภาควิชาอนุกรรมการจัดทำมาตรฐานความปลอดภัยทางไฟฟ้าในที่ทำงาน จึงได้นำมาตรฐานมาเผยแพร่และก็เพิ่มคำอธิบายไว้ด้วยเพื่อความเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้อย่างแท้จริง โดยส่วนที่เป็นเนื้อหาของมาตรฐานฯ จะใช้เป็นตัวอักษรบนพื้นสีเทา
องค์ประกอบของมาตรฐาน
 มาตรฐานความปลอดภัยฯ มีเรื่องราวจำนวน 3 บทคือ บทที่ 1 ข้อบังคับการทำงานด้วยความปลอดภัย บทที่ 2 ขัอกำหนดการบำรุงรักษาที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย แล้วก็ บทที่ 3 ข้อกำหนดสิ่งที่จำเป็นความปลอดภัยสำหรับวัสดุอุปกรณ์พิเศษ จากที่แสดงในรูปที่ 2
 ขอบเขต ในบทนี้ครอบคลุมรายละเอียด ข้อบัญญัติ แล้วก็กฎระเบียบการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้าด้วยความปลอดภัย สำหรับพนักงานที่ปฏิบัติการกับตัวนำหรือส่วนประกอบของวงจรที่มีไฟและไม่มีการปิดห่อ หรือดำเนินการรอบๆใกล้เคียงกับส่วนที่มีกระแสไฟฟ้าด้านในสถานที่ทำงาน ซึ่งนายจ้างแล้วก็ผู้ปฏิบัติงาน จำต้องนำกฎเกณฑ์ในบทนี้ไปปรับใช้ แต่ว่าแม้กระนั้น วงจรไฟฟ้าและก็อุปกรณ์ ซึ่งขอบเขตของมาตรฐานนี้มิได้กล่าวถึง ก็บางทีอาจมีอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานผู้ซึ่งไม่มีคุณสมบัติซึ่งเข้าไปทำงานใกล้กับรอบๆนั้นได้ด้วยเหมือนกัน เจ้านายและก็พนักงานก็ต้องระมัดระวังและมีมาตรการที่เหมาะสมด้วย หลักเกณฑ์ต่างๆที่กำหนดในบทนี้ มีไว้เพื่อปกป้องมิให้พนักงานผู้ไม่มีคุณสมบัติได้รับอันตรายดังกล่าวมาแล้วข้างต้นด้วย วัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการทำให้สถานที่ดำเนินงานมีความปลอดภัยสำหรับผู้ปฏิบัติการที่เกี่ยวพันกับอันตรายจากไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจากการเข้าไปดำเนินการในพื้นที่
 ก่อนจะลงในรายละเอียดของตัวมาตรฐาน ผู้เขียนจะขอชี้แจงแนวคิดและหลักฐานรากที่เกี่ยวข้องกับการเกิดอันตรายแล้วก็แนวทางคุ้มครองปกป้องก่อน เพื่อความเข้าใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆรวมทั้งให้สามารถทำความเข้าใจกับตัวมาตรฐานฯ ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
 อุบัติเหตุหมายคือการสิ้นไป ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของการบาดเจ็บ การสูญเสียชีวิต ทรัพย์สินเสียหาย ค่าหมอ เงินค่าปรับ ประกันภัย รวมทั้งความสูญเสียทางอ้อมอื่นๆสามารถเปรียบเทียบการสูญเสียในรูปของเทือกเขาที่เป็นน้ำแข็งที่ลอยในน้ำได้ ส่วนของภูเขาที่เห็นเทียบเคียงได้กับการสิ้นไปที่เห็นยกตัวอย่างเช่น ค่ารักษา รวมทั้งค่าทำขวัญ สำหรับส่วนของภูเขาที่เป็นน้ำแข็งที่จมในน้ำเปรียบได้เสมือนดั่งความสูญเสียทางอ้อมที่มักมองไม่เห็นที่มีอยู่เยอะแยะดังเช่นว่า สินทรัพย์เสียหาย วัสดุเสียหาย ผลผลิตเสียหาย ค่าดำเนินงานล่วงเวลา และก็ค่าสูญเสียการสร้าง เป็นต้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวค่าความสูญเสียในส่วนที่เห็นนั้นถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับการสิ้นไปส่วนที่ไม่เห็น สำหรับเพื่อการจัดแจงด้านความปลอดภัย จึงจำต้องให้ความเอาใจใส่กับความสูญเสียทั้งสิ้นของสถานประกอบการจากสถิติพบว่า มากยิ่งกว่า 80% ของการเกิดอุบัติเหตุมีต้นเหตุจากการขาดการจัดการที่ดี ในมาตรฐานฯ นี้จึงย้ำไปที่การจัดการเป็นส่วนมาก ดังนั้นผู้เกี่ยวข้องก็เลยประกอบด้วยนาย หัวหน้างาน แล้วก็ลูกจ้างหรือผู้ปฏิบัติการ
ทำความเข้าใจหัวข้อการเกิดอันตรายจากกระแสไฟฟ้า
 ลักษณะของการเกิดอันตรายจากไฟฟ้ากำเนิดได้ใน 3 ลักษณะเป็น กระแสไฟฟ้าดูด อาร์ก และก็การปะทุ
 กระแสไฟฟ้าดูด เป็นการที่บุคคลมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกาย ไฟฟ้าดูดกำเนิดได้อีกทั้งกับบุคคลหรือสิ่งมีชีวิติอื่น เมื่อร่างกายมีไฟฟ้าไหลผ่านจะมีลักษณะอาการต่างๆตามปริมาณไฟฟ้าที่ไหล เส้นทางที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน และช่วงเวลาที่ถูกไฟฟ้าดูด ผลกระทบของกระแสไฟฟ้าต่อสถาพทางร่างกายของแต่ละบุคคลอาจเปลี่ยนไปได้ต่างกันในแต่ละคน แต่ว่าสามารถระบุเป็นค่าเฉลี่ยได้ ซึ่งในมาตรฐานความปลอดภัยฯ กำหนดไว้ ดังนี้
1. ผลของไฟฟ้ากระแสสลับ
(1) ขนาด 5 mA รับรู้ได้ว่าไฟดูด
(2) ขนาด 10 mA บุคคลบางทีอาจไม่สามารถที่จะหลุดออกไปพ้นจากอันตรายเพราะเหตุว่ากระแสไฟฟ้าดูดได้
(3) ขนาดราวๆ 40 mA ไฟดูด ถ้านาน 1 วินาที หรือมากยิ่งกว่า อาจจะส่งผลให้เสียชีวิตด้วยเหตุว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะ
(4) กระแสไฟฟ้าสูงเกินกว่านี้ ส่งผลให้เกิดแผลไหม้รวมทั้งหัวใจหยุดเต้น
2. ผลของไฟกระแสตรง
(1) ไฟฟ้ากระแสตรง 2 mA รับรู้ได้ว่าไฟดูด
(2) กระแสตรง 10 mA ไตร่ตรองได้เป็นกระแสที่จะปลดปล่อยหลุดได้
3. ผลของแรงกดดันกระแสไฟฟ้า แรงดันกระแสไฟฟ้า 30 V rms หรือ 60 V dc นับว่าปลอดภัย ยกเว้นกรณีผิวหนังมีรอยแตก ความต้านทานด้านในของร่างกายอาจมีค่าต่ำถึง 500 โอห์ม โดยเหตุนี้อาจก่อให้เสียชีวิตได้
4. ผลการสัมผัสเวลาสั้นๆ
(1) สำหรับเพื่อการสัมผัสตรงเวลาน้อยกว่า 0.1 วินาที และก็ด้วยกระแสไฟฟ้าเกินกว่า 0.5 mA น้อย อาจเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ถ้าเกิดไฟฟ้าดูดอยู่ในช่องว่างของจังหวะการเต้นของหัวใจ
(2) ในการสัมผัสเป็นเวลาน้อยกว่า 0.4 วินาที รวมทั้งด้วยจำนวนกระแสมากมายๆอาจเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เมื่อไฟฟ้าที่ดูดนี้อยู่ในช่องว่างของจังหวะการเต้นของหัวใจ
(3) ในการสัมผัสตรงเวลาน้อยกว่า 0.8 วินาที แล้วก็ด้วยราวไฟฟ้าเกิน 0.5 A บางส่วน บางทีอาจเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น (กู้คืนกลับมาได้)
(4) ในการสัมผัสตรงเวลามากยิ่งกว่า 0.8 วินาที และด้วยกระแสราวมากๆอาจกำเนิดแผลไหม้และเสียชีวิต
5. ผลของความถี่เกิน 100 Hz กรณีขีดจำกัดความทนทานของการรับรู้มากขึ้นจาก 10 kHz ถึง 100 kHz ค่าข้อจำกัดการปลดปล่อยหลุดเพิ่มขึ้นจาก 10 mA to 100 mA
 อาร์กหรือประกาย เกิดขึ้นเมื่อมีกระแสไฟสูงและกะแสไฟฟ้าสูง การอาร์กเป็นการปลดปล่อยไฟฟ้าออกสู่อากาศออกมาเป็นแสง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีแรงกดดันกระแสไฟฟ้าสูงตกคร่อมช่องว่างระหว่างตัวนำมีค่าสูงเกินค่าความทนทานของไดอิเล็กทริก (dielectric strength) ของอากาศ แล้วก็มีกระแสไฟไหลผ่านอากาศ สถานะการณ์ดังที่ได้กล่าวมาแล้วมักเกิดขึ้นจากแรงดันสูงอาทิเช่น จากฟ้าผ่า จากการสวิตชิ่ง จากความชำรุดของวัสดุอุปกรณ์เนื่องจากว่าการใช้งานไม่ถูกจะต้อง เป็นต้น
อาร์กจะแผ่รังสีออกไปทำให้คนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงมีอันตรายเกิดแผลไฟไหม้ที่ร้ายแรงถึงแก่ชีวิตได้ รังสีอินฟราเรดและก็แสงแรง สามารถทำให้มีการเกิดการไหม้ได้ สาเหตุที่ส่งผลต่อระดับความร้ายแรงของการเจ็บมีหลายประการ ได้แก่ สีผิว พื้นที่ของผิวหนังที่สัมผัส รวมทั้งประเภทของเสื้อผ้าที่สวม การลดความเสี่ยงของการไหม้ดังที่กล่าวผ่านมาแล้วสามารถทำเป็นโดยการใช้เสื้อผ้า มีระยะห่างสำหรับในการดำเนินงาน และก็ การปกป้องกระแสเกิน ที่สมควร
อาร์กจากไฟฟ้าแรงสูงสามารถทำให้ส่วนประกอบอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็นทองแดงรวมทั้งอะลูมิเนียมหลอมละลายได้ หยดโลหะหลอมเหลวดังที่กล่าวมาแล้วอาจถูกแรงระเบิดจากคลื่นความดันผลักให้กระเด็นไปเป็นระยะทางไกลๆได้ ถึงหยดโลหะพวกนี้จะแข็งตัวอย่างเร็ว แม้กระนั้นก็ยังมีความร้อนเหลืออยู่มากพอที่จะส่งผลให้เกิดการไหม้อย่างหนักได้ หรือ ทำให้เสื้อผ้าปกติทั่วๆไปลุกติดไฟได้ แม้ว่าจะอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุมากยิ่งกว่า 3 เมตร และจากนั้นก็ตาม
การปะทุ ปกติการระเบิดชอบเป็นต่อเนื่องจากการเกิดอาร์กในขนาดที่จำกัด เมื่อกำเนิดอาร์กอากาศที่ได้รับความร้อนจะขยายตัวอย่างเร็ว หากการขยายตัวอยู่ในขนาดที่จำกัดแล้วก็กล่องหรือเครื่องห่อหุ้มนั้นไม่อาจจะทนได้ก็จะระเบิด การเกิดระเบิดจากอาร์กอาจมีอุณหภูมิมากถึง 19,400 องศาเซลเซียส รวมทั้งแรงจากการปะทุนี้สูงมากมายจนก่อให้เกิดอันตรายต่อบุคคลได้ เพราะว่าความดันที่เกิดขึ้นจากการอาร์กมีพลังงานสูง แต่ว่าก็บางครั้งอาจจะโชคดีที่ความดันนี้ จะพัดพาร่างของผู้ประสบอันตรายหลุดลอยออกไปจากแหล่งความร้อน อย่างไรก็ดีผู้รับเคราะห์อาจเสียชีวิตได้จากต้นเหตุอื่น เช่น กระแทกกับของแข็ง หรือตกจากที่สูง แรงผลักนี้บางทีอาจร้ายแรงมากมาย (ขึ้นกับความรุนแรงของการลัดวงจร) ทำให้ตู้หรือแผงสวิตช์ลอยกระเด็นไปได้ไกลๆ
 จากอันตรายดังที่กล่าวถึงมาแล้วซึ่งมีลักษณะการเกิดต่างกัน การป้องกันอันตรายจึงจำต้องใช้กรรมวิธีและ/หรือเครื่องไม้เครื่องมือที่แตกต่าง สำหรับเพื่อการนำไปใช้ปฏิบัติควรจะมี "วิธีการป้องกันแล้วก็มาตรการในทางปฏิบัติ" ควบคู่กันไปเพื่อการปกป้องคุ้มครองครบถ้วนบริบูรณ์ เพียงพอสรุปได้ดังนี้
แนวทางคุ้มครองปกป้องอันตรายจากไฟฟ้าดูด
ไฟฟ้าดูดเป็นการที่บุคคลมีกระแสไฟไหลผ่านร่างกาย การที่กระแสไฟจะไหลผ่านได้นั้นเนื่องจากร่างกายสัมผัสกับส่วนที่มีไฟฟ้า แบ่งลักษณะการสัมผัสได้เป็น 2 แบบ ดังนี้
1. การสัมผัสโดยตรง (direct contact) เป็นการที่ร่างกายมนุษย์สัมผัสกับส่วนที่มีแรงกดดันกระแสไฟฟ้าโดยตรง อาทิเช่น มือจับสายไฟฟ้าส่วนที่มีแรงกดดันไฟฟ้า หรือส่วนของเครื่องใช้ไม้สอยที่เปิดเตียนโล่ง โดยเท้ายืนบนพื้นดิน ทำให้ไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายระหว่างมือกับเท้า เป็นการไหลครบวงจรทางไฟฟ้า
 การคุ้มครองป้องกันการสัมผัสโดยตรง เป็นการป้องกันเบื้องต้นที่จะจะต้องปฏิบัติในการใช้ไฟฟ้าหรือทำงานกับกระแสไฟฟ้า การคุ้มครองสามารถทำได้หลายแนวทาง โดยบางทีอาจเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายแนวทางก็ได้ตามความเหมาะสม ดังต่อไปนี้
. ห่อฉนวนส่วนที่มีไฟ (insulation of live parts) เป็นต้นว่าการห่อฉนวนสายไฟฟ้า
. คุ้มครองปกป้องโดยมีสิ่งกันหรือตู้ (barrier or enclosures) ตัวอย่างเช่นตู้หรือแผงสวิตช์
. ปกป้องโดยมีสิ่งที่กีดขวาง (obstacles) ดังเช่นว่าลานหม้อแปลง
. ยกให้อยู่ในระยะที่เอื้อมไม่ถึง (placing out of reach) ยกตัวอย่างเช่นติดตั้งสายบนเสาไฟฟ้า
. ใช้อุปกรณ์คุ้มครองป้องกันความปลอดภัยเฉพาะบุคคล (personnel protective equipment, PPE) เมื่อจำเป็นต้องปฏิบัติงานกับกระแสไฟฟ้าในเวลาที่มีไฟ
. ใช้เครื่องตัดไฟรั่ว เป็นการป้องกันเสริม
หมายเหตุ เครื่องตัดไฟรั่วให้ใช้เป็นอุปกรณ์คุ้มครองป้องกันเสริมเนื่องจากว่าบางทีอาจชำรุดได้ระหว่างการใช้แรงงาน เมื่อชำรุดก็ไม่สามารถคุ้มครองป้องกันได้
 2. การสัมผัสโดยอ้อม (indirect contact) เป็นการสัมผัสส่วนของอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ธรรมดาไม่มีไฟ แต่อาจมีไฟได้เมื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์รั่วหรือพัง โดยปกติเครื่องใช้สอยหรือวัสดุอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เราสัมผัสจากการใช้งานตามปกติเป็นส่วนที่นับว่าไม่มีกระแสไฟฟ้า ได้แก่ ส่วนโครงโลหะของมอเตอร์กระแสไฟฟ้า รวมทั้งโครงโลหะของหม้อหุงข้าวกระแสไฟฟ้า เป็นต้น แต่จากการชำรุดภายในของเครื่องใช้ไฟฟ้าทำให้มีไฟฟ้ารั่วออกมายังส่วนที่สัมผัส เมื่อมีการสัมผัสจะมีไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายลงดิน ครบวงจรทางไฟฟ้า
หลักการคุ้มครองปกป้องอันตรายจากการสัมผัสโดยอ้อม มีดังนี้
. มีการต่อลงดินเปลือกหุ้มที่เป็นตัวนำรวมทั้งมีเครื่องปลดวงจรอัตโนมัติ
. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ประเภทฉนวน 2 ชั้น หรือชนิด II (double insulation)
. ใช้ในสถานที่ไม่เป็นสื่อตัวนำ (non-conducting location)
. ใช้ระบบกระแสไฟฟ้าที่แยกจากกัน (electrical separation) หรือระบบไม่ต่อลงดิน
. ใช้เครื่องตัดไฟรั่วเป็นการป้องกันเสริม
การปกป้องอันตรายอีกทั้งสัมผัสโดยตรงรวมทั้งสัมผัสโดยอ้อม มีอยู่ 2 แนวทาง ดังนี้
. ใช้เครื่องใช้สอยที่มีแรงกดดันต่ำที่ไม่เกิน 50 V. (safety extra-low voltage หรือ SELV) โดยต่อผ่านหม้อแปลง safety isolating transformer
. ใช้วิธี

Tags : anusorn bestsafe